ชายเสื้อส้ม สารภาพแล้ว เผยวันเกิดเหตุคดีน้องชมพู่ ก่อนจับพิรุธได้เต็มๆ

0
262
ชายต้องสงสัย

ก่อนหน้านี้ พตอ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. พร้อมทีมสืบสวนของตำรวจภูธรภาค 4 จะได้ลงพื้นติดตามความคืบหน้า คดีน้องชมพู่ โดยการเก็บวัตถุพยานหลักฐานต่างๆในการเข้าสู่กระบวนการตรวจทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาตัวคนร้าย ซึ่งขณะนี้ทางจนท.ตำรวจชุดสืบสวนมีข้อมูลกลุ่มบุคคลต้องสงสัยที่ยังอยู่ในพื้นที่ และได้เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด และคดีถือว่ามีความคืบหน้าไปอย่างมาก คาดว่า จะจับตัวคนร้ายได้ในเร็ววันนี้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวน้องชมพู่

ล่าสุด ชายเสื้อส้มซึ่งตกเป็น 1 ผู้ต้องสงสัย เนื่องจาก พยานระบุว่า มีคนเสื้อส้มพาน้องชมพู่เดินไปตามถนน โดยผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้นำเสื้อที่สวมใส่ช่วงเดินทางไปบ้านมะนาว 12-13 พ.ค.ที่ผ่านมา และยังไม่ได้ซักและทำความสะอาดมาโชว์ให้ดู เสื้อนี้เป็นผ้าร่มสีเขียวเข้ม ด้านในเป็นสีส้มจริง แต่ไม่ได้เป็นเสื้อที่ใส่ได้สองด้านตามที่ถูกตั้งข้อสังเกตุ

นอกจากนี้ ยังมีผ้าปิดจมูก ผ้าบังลมลักษณะคล้ายปลอกคอ และกางเกงลายพราง รองเท้าผ้าใบ ซึ่งทั้งหมดนั้น ไม่พบคราบดินหรือรอยเปื้อนของการคลุกดินแต่อย่างใด

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว

โดยเขาเล่าว่า วันเกิดเหตุนั้น ตนไม่ได้ออกไปไหนอยู่แต่บ้าน ไปไกลสุดก็แค่บ้านเพื่อนในชุมชน ดังนั้น ไม่ได้ไปบ้านเกิดเหตุแน่นอน อย่างมากเพียงแค่ขับรถผ่านเท่านั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านน้องชมพู่อยู่ไหน

ส่วนวันที่ไปบ้านมะนาว ตนก็ไปวันที่ 12 พ.ค. นอนบ้านเพื่อนยาว 1 คืน ที่ไม่กลับบ้านเพราะต้องการปรับทุกข์กับเพื่อน เปลี่ยนที่นอน เหตุตนเพิ่งเลิกกับภรรยา ถ้ากลับไปก็ต้องเห็นหน้าภรรยา ทว่าพอช่วงที่จะกลับบ้าน รถจักรยานยนต์น้ำมันหมด ตนเป็นคนไม่ขอเงินใคร จึงเดินออกจากบ้านมะนาวทันที ไม่รออะไรเพราะคิดถึงลูก

ระหว่างที่เดินมาก็ยังพักที่วัดข้างทาง ขอแม่ชีดื่มน้ำ พอออกจากวัดก็มาเจอรถกระบะคันที่รับตนไปส่งที่ด่าน คาดว่าน่าจะเป็นรถฟอร์ด จำสีไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็นผู้หญิงมากันหลายคนมาสอบถามว่า ตนจะไปไหน ตนบอกว่า จะไปที่ป้อมตรงแยกกวนบุ่น เขาจึงอาสาพาไปส่งจนถึงด่านตรวจโควิด และมีภาพที่ด่านออกมา สำหรับเหตุผลที่ต้องไปที่ป้อมนั้น ตนจะไปขอให้ตำรวจพาไปส่งที่บ้าน เพราะนึกไม่ออกว่าจะให้ใครช่วย

พอถึงป้อมก็ทราบว่าเด็กหาย และตนก็ถูกค้นตัว แต่ไม่พบอะไร และขอให้คนที่ด่านเป็นพยานว่าตนไม่เกี่ยวข้อง แล้วยืมโทรศัพท์มือถือเจ้าหน้าที่ด่าน โทร. หาแม่เพื่อให้มารับ ซึ่งก็มีญาติมารับในช่วงเย็น ตนยืนยันว่า ตนไม่เกี่ยว ไม่ได้ทำร้ายน้องชมพู่ล้านเปอร์เซ็นต์ หมู่บ้านเกิดเหตุตนก็ไม่เคยเข้าไป ภูเหล็กไฟตนก็ไม่รู้จักแค่ไปเล่นกับเพื่อนที่บ้านมะนาวเท่านั้น อีกทั้ง ตนก็ยังมีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยง แม่มีโรคประจำตัว มีหนี้สิน หากตนทำใครจะรับภาระตรงนี้ ตนขอสาบานเลยว่าไม่ได้ทำเรื่องนี้

ขณะเดียวกันเพื่อนของชายต้องสงสัยรายดังกล่าว คนที่ไปนอนด้วย เล่าว่า ตนไม่ได้สนิทกับอีกฝ่ายมากนัก เจอกัน 2 ถึง 3 ครั้ง ซึ่งวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนเจอชายต้องสงสัยด้วยความบังเอิญ ขณะที่ตนกำลังจะไปทำสวนที่สวนยาง ชายต้องสงสัยจึงขอไปด้วยเพราะเครียด เมียทิ้ง ตนก็ไม่ถือสา ส่วนรถจักรยานยนต์ชายต้องสงสัย ก็ให้เพื่อนอีกคนที่ชื่อนายมีน คนนี้รู้จักกับตนด้วย ขี่ออกไป

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว

ส่วนเช้าวันที่ 13 พ.ค. ตนขี่รถไปส่งชายต้องสงสัยที่บ้านของนายมีน เพื่อนที่จะนำรถจักรยานยนต์ขี่กลับบ้าน ซึ่งเราสามคนก็ได้กินข้าวด้วยกันและนายมีนก็ขี่รถชายต้องสงสัยออกไป ทำให้ชายต้องสงสัยไม่พอใจ แล้วเดินออกจากบ้าน แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายเดินกลับบ้าน ขณะที่ตำรวจก็เดินทางมาที่บ้านมาสอบถามตนแล้ว ยอมรับว่า ตนก็ไม่ได้สนิทกับชายต้องสงสัยมาก แต่เท่าที่เห็นก็คิดว่าชายต้องสงสัยไม่น่าก่อเหตุเช่นนี้ได้

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว